| ข้อชี้แจงจากบิวตี้บีชรีสอร์ท
- ภาพต่างๆ
ที่ท่านเห็นในเว็บไซท์เป็นของจริงทั้งหมดนะครับ ภาพในเว็บไซท์จะเหมือนของจริงประมาณ
90% ที่ไม่เหมือนก็มีนะครับเพราะต้นไม้ที่นำมาปลูกบางต้นตาย (บางแห่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้น
ต้นไม้ที่นี่ปลูกยากจริงๆ ครับ เพราะลมทะเลแรงมาก) แต่เราก็พยายามปลูกซ่อมแซมให้สวยขึ้นตลอดเวลา
ยิ่งนานวันต้นไม้ยิ่งงามก็ยิ่งสวย การทำสวนสวยริมทะเลเช่นนี้ทำยากจริงๆ
ครับเพราะโดยพื้นฐานและธรรมชาติของตัวมันเองแล้วต้นไม้เหล่านี้ขึ้นและเจริญเติบโตบนทรายแห้งแล้งร้อนระอุของหาดทรายชายทะเลไม่ได้
ทนลมเค็มของไอทะเลก็ไม่ได้ด้วย ท่านเชื่อหรือไม่ว่าแต่เดิมพืชหลักที่ขึ้นได้บริเวณบิวตี้บีชรีสอร์ท
คือ ตะบองเพ็ชร (หนามเสมา) เท่านั้น เราสร้างทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความว่างเปล่า
ด้วยใจรักและความใฝ่ฝัน ด้วยความรู้ ด้วยใจที่พร้อมที่จะยอมรับความผิดพลาดล้มเหลวนานับประการ
(และแก้ไขด้วยแนวคิดชี้นำและทัศนคติที่เป็นบวกในการดำเนินชีวิตและสู้กับอุปสรรค) เราจะเรียนรู้สิ่งนั้นแล้วพัฒนาตนเองเต็มกำลังความสามารถอย่างต่อเนื่อง
ด้วยหยาดเหงื่อ (และด้วยหนี้ธนาคาร) เราสามารถสร้างธรรมชาติที่สวยงามและร่มรื่นบนหาดทรายชายทะเลได้ สร้างจินตนาการให้เกิดขึ้นมาอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้
- หลายครั้งที่บิวตี้บีชรีสอร์ทถูกตำหนิติเตียนทางเว็บบอร์ดท่องเที่ยว
ขออนุญาตชี้แจงอย่างละเอียดนะครับ คิดว่าคุยกันเล่าสู่กันฟังนะครับ
1. เป็นความจริงตามที่ถูกตำหนิติเตียน
ในความเป็นจริงชีวิตมนุษย์กับความผิดพลาดเป็นของคู่กันเลยนะครับ อยู่ที่ว่าจะกล้ายอมรับความเป็นจริงหรือไม่เท่านั้น
(มีแต่คนที่ยอมรับความจริงในส่วนที่ผิดพลาดของตนเองได้เท่านั้นที่จะแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้
มีการเรียนรู้พัฒนาตนเองได้) แม้แต่ มหาบุรุษอย่างท่านประธานาธิบดี ธีโอดอร์
รูสเวลท์ ซึ่งประชาชนชาวอเมริกันรักกันมากๆ (เป็นประธานาธิบดีหนึ่งในสี่คนที่ได้รับการสลักใบหน้าไว้บนหน้าผาของภูเขา
Mount Rushmore) ท่านยอมรับต่อสาธารณชนว่า ท่านมีอัตราการทำได้ถูกต้องเพียง
75% เท่านั้น (บันทึกไว้ในหนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน ของเดล คาเนกี้
หน้า 147) ถ้าเปรียบเทียบกับท่าน ธีโอดอร์ รูสเวลท์ แล้วท่านเป็นดวงอาทิตย์
เราเป็นได้แค่หิ่งห้อยเท่านั้น แม้แต่มหาบุรุษยังทำได้เพียงเท่านี้ บุรุษกิ๊กก๊อก
(แต่ยอมรับความจริงได้) อย่างเราคุณจะคาดหวังได้สักเท่าไหร่ขอความเห็นใจและความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ด้วยนะครับ เราเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน
ข้อผิดพลาดมีไหม....มีครับ ข้อบกพร่องล่ะ....มีครับ ที่ให้ติได้ล่ะมีไหม?....มีครับมี เราไม่ดีพร้อมสมบูรณ์แบบหรอกครับ
(บิวตี้บีชรีสอร์ทขออภัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับข้อบกพร่องและความผิดพลาดที่มีไว้
ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) เรารู้ว่าท่านมาที่นี่เพื่อการพักผ่อนอย่างมีความสุข
อะไรที่ทำให้ท่านมีความสุข ในขอบเขตที่เหมาะสมและเราทำได้ เราจะทำให้ท่าน
2. ชีวิตของคนเรามีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ
ที่นี่ก็เช่นกัน เรามีคนที่ไม่ถูกกันมากๆ สุดๆ ด้วยเหตุผลส่วนตัว
(ไม่เกี่ยวกับธุรกิจรีสอร์ท เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีแพ่งที่เราเป็นฝ่ายชนะคดีี)
เป็นคนระดับเศรษฐีมีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะให้ลูกน้องสวมรอยมาใช้บริการเป็นลูกค้าแล้วโจมตีเราทางเว็บบอร์ดท่องเที่ยว
เพราะมันจะทำให้การโจมตีนั้นแนบเนียนมาก ลองสังเกตุดูให้ดีๆ พิจารณาให้ดีๆเถอะครับจะพบว่าคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นจะแฝงไปด้วยวัตถุประสงค์ในการทำลายบิวตี้บีชรีสอร์ทโดยตรง การโจมตีทางเว็บบอร์ดท่องเที่ยว นั้นง่ายมาก ไม่มีตัวตนที่ชัดเจน ไม่มีหลักฐานการกระทำผิดของบุคคลอย่างชัดเจน
การฟ้องร้องคดีลงโทษผู้กระทำผิดทำได้ยากมากและบทลงโทษของกฎหมายก็ไม่รุนแรงอะไรเลยแต่ผลเสียหายตกอยู่กับผู้ถูกสาดโคลน
เท่าที่ทราบในปัจจุบันนี้มีอาชีพใหม่นะครับรับจ้างเป็นมือปืนรับจ้างทางอินเตอร์เน็ต
จะให้โจมตีใครทางเว็บบอร์ดท่องเที่ยวจ้างได้นะครับ(จะให้เชียร์ก็ได้ จะให้คลิกเพื่อเพิ่มเรตติ้งของความนิยมในกิจการก็ทำให้ได้ เรื่องโพสต์ติเตียนให้ร้ายผู้อื่นหรือการโพสต์เชียร์ตัวเอง หรือการเพิ่มอันดับในการจัดอันดับของเครื่องค้นหาข้อมูลของกูเกิ้ล (Google Search Engine) โดยใช้กลยุทธ์การคลิ๊กชื่อเว็บไซท์ให้มากกว่าปกติมาก ทำให้คล้ายกับการมีการเข้าชมเว็บไซท์จำนวนมาก ซึ่งกูเกิ้ลจะตรวจสอบเป็นว่ามีจำนวนผู้ใช้มาคลิ๊กเข้าชมเว็บไซท์เป็นจำนวนมากแล้วเลื่อนอันดับของเว็บไซท์นั้นๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เว็บไซท์นั้นอยู่อันดับต้นๆ ของหน้าค้นหาของกูเกิ้ล เราก็ไม่เคยทำเลยนะครับ แม้กระทั่งเว็บที่เชียร์หรือสนับสนุนบิวตี้บีชรีสอร์ท เราก็ไม่เคยเกี่ยวข้องใดๆด้วยเลย และขอรับรองด้วยเกียรติลูกผู้ชายว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริงนะครับ)
เอารหัสของพรรคพวกกันหลายๆ คนมาให้ แล้วโจมตีกันทางอินเตอร์เน็ต จะทำให้เกิดความสมจริงเพราะจะเหมือนกับว่าเป็นข้อคิดเห็นของคนหลายๆคน
กะตีกันให้ตายไปเลย
3. การถูกตำหนิติเตียน
มีสาเหตุเนื่องมาจากกติกาจำกัดจำนวนแขกที่มาพักต่อหนึ่งห้อง ตามที่แจ้งไว้ใน
Website และเราทำตามนั้น
โดยทั่วไปแล้วโรงแรมและรีสอร์ททุกแห่งที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงจะจำกัดจำนวนแขกที่มาพักต่อหนึ่งห้องพักทุกแห่งทุกที่ไป
มิฉะนั้นโรงแรมและรีสอร์ทจะอยู่ไม่ได้แน่นอน ที่บิวตี้บีชรีสอร์ทให้จำนวนแขกต่อหนึ่งห้องพักสูงมากแล้ว
โดยมีเป้าหมายให้กลุ่มครอบครัวมาพักได้ ฉะนั้นจึงมีกลุ่มครอบครัวมาพักที่นี่มากแต่ก็มักจะชวนพี่น้องคุณพ่อคุณแม่มาด้วย
ทำให้จำนวนแขกที่มาพักเกินจำนวนคนตามกติกาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก แขกจะแก้ปัญหาโดยไม่ให้นับเด็กๆที่มาพักด้วย
(เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ และเป็นลูกของแขกที่จองห้อง เราจะไม่นับ) บางครั้งแขกมาเป็น
10 คน จะพักห้องเดียวก็มี ทำให้เกิดการขัดแย้งเรื่องนี้เป็นประจำ (ตอนแรกแขกอาจต้องการพาครอบครัวพ่อ
แม่ ลูก มาพักผ่อนกัน แต่ต่อมาอาจฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า คุณพ่อ คุณแม่ ไม่ได้พาเที่ยวมานานแล้ว
พี่น้องคนนี้เราก็รักมากไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ ถ้าได้มาใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตากัน
คงจะมีความสุขยกกำลังสองแน่เลย จะจองห้องเพิ่มก็อาจไม่ทัน ถึงจองทันก็อาจได้ห้องที่ไม่ติดกันอาจไม่สะดวก
เอ..ทำยังไงดีเอ่ย! พอถึงตอนนี้แหละครับ จำนวนแขกต่อห้องพักก็จะเกิน ทางรีสอร์ทเองก็จะยึดถือตามกติกาที่ตกลงกันไว้แต่แรก
ทำให้เกิดการขัดแย้งกันขึ้นเป็นประจำ
ธุรกิจขายบริการเป็นหลัก จะไม่เหมือนธุรกิจขายสินค้าเป็นหลัก ธุรกิจที่ขายบริการเป็นหลักจะขายความสุขความพึงพอใจและจะยึดถือตามกติกาที่ตกลงกับแขกไว้ตั้งแต่แรกเป็นหลัก
ธุรกิจที่ขายบริการเป็นหลักจะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดนะครับ มิฉะนั้นจะอยู่ไม่ได้เลย
เช่น ธุรกิจนวดฝ่าเท้า คิดราคาแขกชั่วโมงละ 100 บาท พอถึงถึงชั่วโมงก็จะนวดจบกระบวนการพอดี
ถ้าคุณจะนวดต่อก็ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม ถ้านวดให้คุณ 1 ชั่วโมง แต่นวดให้แขกท่านอื่น
1 ชั่วโมง 20 นาที แถมให้ฟรีๆคุณอยู่ข้างๆคุณก็เห็น แต่คุณไม่ได้อย่างเขา
คุณจะยอมหรือไม่ ถึงคราวนี้คุณยอมคราวหน้าคุณต้องไม่ยอมแน่ๆ คุณจะต้องเรียกร้องสิทธิของคุณ
ให้เหมือนกับแขกท่านนั้น เพราะคุณคิดว่าคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม ธุรกิจรีสอร์ทก็เช่นเดียวกัน
ถ้าแขกท่านอื่นพักเกินจำนวนได้ แต่คุณไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันคุณจะยอมไหมครับ
ถึงคราวนี้คุณยอมคราวหน้าคุณคงไม่ยอมแน่ๆ เพราะคุณคิดว่าคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม
ถ้าเป็นแบบนี้รับรองครับว่า สักพักเดียว รีสอร์ทระเบิดแน่ๆอยู่ไม่ได้หรอกครับ
เพราะมันไม่มีกติกา ไม่มีระเบียบที่แน่นอนอะไรเลย สังคมดำรงอยู่ได้เพราะทุกคนเคารพกติกาซึ่งกันและกันนะครับ
เมื่อทางรีสอร์ทเรียนแจ้งให้ทราบถึงกติกาข้อตกลง
แขกส่วนใหญ่ 90% จะยอมรับกติกาข้อนี้ได้ แต่แขกบางท่านจะยอมรับไม่ได้ เกิดทัศนคติในแง่ลบ
กลายเป็นเราแล้งน้ำใจ งกจังเลย จะหงุดหงิดเสียความรู้สึกแล้วเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมดและเป็นต้นเหตุของการติเตียนทาง
web board ท่องเที่ยวในเรื่องอื่นๆเท่าที่จะหาได้ โดยแขกจะไม่พูดถึงสาเหตุที่แท้จริงเรื่องจำนวนแขกต่อ
1 ห้องพักที่เกินจำนวนเลย
4. เรื่องการห้ามนำเด็กอายุต่ำกว่า
3 ขวบลงเล่นน้ำในสระ เป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับเรา (แต่ถ้าจะทำให้ไม่มีปัญหา
มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ เรื่องนี้มันเกี่ยวกับแง่คิดของแต่ละบุคคลครับ)
เด็กต่ำกว่า
3 ขวบ จะยังไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายได้ดีพอ บางครั้งก็ถ่ายออกมาโดยไม่บอกพ่อแม่
ที่นี่เด็กถ่ายอุจจาระลงสระน้ำมา 3 ครั้งแล้วนะครับ
(ถ้าเห็นอุจจาระไม่ทัน เวลาผ่านไปประเดี๋ยวเดียว ละลอกคลื่นจากการเล่นน้ำจะตีแตกกลายเป็นผงฝุ่นไปเลย
มองไม่ออกเลยนะครับ จะให้เราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นทั้งๆทีู่้รู้อยู่แก่ใจ
เราก็ทำไม่ลง และนี่คือจุดที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นมา) ทำให้ต้องถ่ายน้ำทิ้งทั้งสระ
แขกท่านอื่นที่มาเที่ยวในขณะนั้นหมดโอกาสที่จะใช้บริการสระน้ำได้อีกหมดสนุกไปเลย
เราจะมีป้ายขนาดใหญ่วางไว้ตรงจุดที่จะนำเด็กลงสระนะครับ ป้ายบอกว่าห้ามนำเด็กอายุต่ำกว่า
3 ขวบ ลงเล่นน้ำในสระ อธิบายเหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่าเพราะเด็กอาจถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะลงสระได้ แต่จะมีคุณพ่อคุณแม่บางท่านที่จะไม่ยอมรับฟังคำขอร้องใดๆ
ไม่รับฟังเหตุผลใดๆ คงจะถือว่าเสียเงินแล้ว ต้องทำได้ทุกอย่าง จะเอาลูกเล็กๆลงสระ(มีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากนะครับ)
เจ้าของรีสอร์ทจะมาขอร้องขอความกรุณาอย่างสุภาพ ให้นำเด็กขึ้นจากสระพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลให้ทราบอย่างชัดเจน
แต่เพราะความรักลูกจะทำให้เสียความรู้สึกมาก และจะเกิดความอับอายมาก เพราะเกิดเหตุต่อหน้าธารกำนัล
(แขกจำนวนมากที่เล่นน้ำอยู่ในสระตอนนั้น จะหันมามองเป็นจุดเดียวกัน) การเสียความรู้สึกและความอับอายขายหน้าจะกลายเป็นความโกรธอย่างสุดๆ
มีบางท่านจะเช็คเอ้าท์ทันทีเลยนะครับ เราก็รู้ครับว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น
อีกไม่เกิน 2 อาทิตย์ จะมีการวิจารณ์บิวตี้บีช รีสอร์ทอย่างรุนแรงทางเว็บบอร์ดท่องเที่ยว
แต่จะไม่พูดเรื่องการเอาเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ลงน้ำในสระเลยนะครับ จะพูดเรื่องอื่นๆ
การนำเด็กอายุต่ำกว่า
3 ขวบ ลงเล่นน้ำในสระน้ำ เราถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดความสกปรก เพราะเด็กยังพูดไม่รู้เรื่องอาจจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะลงในสระว่ายน้ำเมื่อไหร่ก็ได้
(แขกท่านอื่นๆก็คงจะรับไม่ได้เช่นกัน นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้แขกผู้ใหญ่เป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ คงหวาดระแวงเรื่องความสะอาดของสระ ?) สระว่ายน้ำถือเป็นหัวใจที่จะต้องรักษาความสะอาด
ให้ดีที่สุด แขกทุกท่านที่มาเที่ยวคงจะคาดหวังให้เรารักษาความสะอาดของสระว่ายน้ำให้กับเขาและเชื่อว่าเราจะทำเช่นนั้น
เราจะซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบต่อแขกของเราทั้งต่อหน้าและลับหลังนะครับ
เป็นความภาคภูมิใจเล็กๆน้อยๆของเราว่าเราได้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควรให้กับแขกของเรา แม้ว่าเราจะต้องพบกับความยุ่งยากลำบากใจ เหมือนกับว่าอยู่ดีๆไม่ชอบ ชอบหาเรื่องหาราวมาใส่ตัวเองก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะยืนหยัดในเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด
5. เราเป็นรีสอร์ทที่ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องปฏิเสธความต้องการของลูกค้า
ถ้าความต้องการนั้นไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมที่ถูกที่ควรเพราะไปรบกวนการพักผ่อนของลูกค้าท่านอื่น
ที่นี่เราถือว่าลูกค้าเป็นผู้มีอุปการะคุณ
ทำให้ชีวิตเรามีความสุขความเจริญอยู่ได้ เรามีหน้าที่สร้างสรรค์ผลงาน(สำหรับลูกค้าที่มีรสนิยมในทางนี้)ที่ทำให้ลูกค้ามีความสุขมีความสบายใจ
เมื่อมาเที่ยวพักผ่อน แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่เหมาะสมสิ่งที่ถูกที่ควรจะยังคงมีอยู่ที่นี่ตลอดไปนะครับ
สิ่งใดที่ทำให้ท่านมีความสุข ถ้าอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและไม่เป็นการไปรบกวนแขกท่านอื่นๆเราจะทำให้
แต่ในบางกรณีเพื่อแขกส่วนรวมเราอาจจำเป็นต้องปฏิเสธความต้องการของลูกค้าบางท่านที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกไม่ควรเพราะความต้องการนั้นอาจไปรบกวนแขกท่านอื่น
และจะพูดตรงๆอย่างสุภาพนะครับว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ เช่นกรณีแขกนำอาหารมาประกอบแบบทำครัวในบริเวณสถานที่พัก
ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นคาวและความไม่สะอาดขึ้นในบริเวณสถานที่พัก (ทำให้แขกที่มาพักในภายหลังจะอึดอัดมากเพราะทนกลิ่นเหม็นคาวไม่ได้)
(คิดราคาในระดับนี้ถูกหักเปอร์เซ็นต์อีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ อยู่ไม่ไหวครับ) (ราคาห้องพักเราไม่ได้ตั้งไว้ในระดับสูงจะให้ไปลดมากๆ เมื่อออกบู๊ธเราอยู่ไม่ไหวครับ) บัตรเครดิตก็ไม่รับ การตลาดก็ไม่มีเลย อาศัยปากต่อปาก
และ Website เท่านั้น (นานๆจะมีลงโฆษณาในหนังสือ Trips บ้าง และเว็บ sanook.com
ให้ความกรุณาลงแนะนำไว้)
กล้า Say no ในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรกับลูกค้า เว็บไซท์มีอะไรก็เรียนให้ทราบตามตรง
ถูกวิจารณ์ก็มีบ่อยไป หนี้ธนาคารก็มีอยู่
ถ้าท่านยังมีข้อสงสัย
วิธีที่ท่านจะได้รับความกระจ่างในความเป็นจริงคือ ลองมาสำรวจสถานที่จริงและพูดคุยกับเจ้าของดูนะครับ
ยังไม่ต้องมาพักก็ได้ ผ่านมาก็แวะมาดูสภาพความเป็นจริงก็พอ มีอีกวิธีที่ง่าย
และมีประสิทธิภาพมากคือ ท่านโทรศัพท์ถามคนในพื้นที่ปราณบุรีสัก 2-3 คน ใครก็ได้
(เสียเวลาแค่ 15 นาที) ถามเขาว่า บิวตี้บีชรีสอร์ท มีสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร
แล้วพิจารณาข้อมูลว่าตรงกันหรือไม่ เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้รับทราบความเป็นจริงมากพอสมควรแล้ว
ถ้าเป็นได้อยากขอความกรุณาให้ท่านไปอ่านหนังสือซึ่งเป็น
All Time Best Seller ของโลกมาหลายสิบปีแต่งโดย เดล คาร์เนกี้ (เดล คาร์เนกี้
ได้แต่งหนังสือ All Time Best Seller ของโลกไว้ 3 เล่ม ชื่อ "วิธีชนะมิตรและจูงใจคน"
"วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข" "วิธีพูดในที่ชุมนุมชน"
ต่อมาได้มีการตั้งสถาบัน คาร์เนกี้ เพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่
เดล คาร์เนกี้) ชื่อ วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข หน้า 262~264 แล้วท่านจะเข้าใจทุกแง่มุมของการตำหนิติเตียนในชีวิตมนุษย์อย่างที่ท่านคิดไม่ถึงและไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้
สำหรับท่านที่ Sensitive ต่อคำตำหนิติเตียน ลองไปหาอ่านดูนะครับ จะมีค่าต่อชีวิตของท่านทั้งในปัจจุบันและในอนาคตตลอดชั่วชีวิตของท่านอย่างมากที่สุด
จะทำให้ท่านเข้าใจธรรมชาติของชีวิตมนุษย์และมีชีวิตอยู่อย่างคนที่เข้มแข็ง
เป็นตัวของตัวเองได้ตลอดไป (ตราบเท่าที่ท่านตระหนักว่าท่านได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว)
(หนังสือนี้มีขายตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ทั่วๆไป ไม่ต้องซื้อก็ได้นะครับ จดหน้าไปแล้วไปพลิกๆอ่านก็ได้)
ตัวอย่างสั้นๆ
จากหน้า 262~263 ....ข้าพเจ้าหมายถึงประธานในอดีต, ทีโมธี ดไวท์, เป็นผู้มีความปิติยินดีอย่างสูงในการได้ปรักปรำใส่ร้ายชายผู้หนึ่งขณะเขาเข้าการแข่งขันการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
ประธานแห่งมหาวิทยาลัยเยล เตือนประชาชนว่า ถ้าผู้ชายผู้นี้ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี
"เราจะพบเห็นว่าเมียและลูกสาวของเราจะกลายเป็นหญิงโสเภณีที่ถูกต้องตามกฎหมาย,
จะเป็นคนที่ไร้ศีลธรรม, จะมีจิตใจเสื่อมทราม, เป็นการละทิ้งความสงบเสงี่ยมและคุณงามความดีของลูกผู้หญิงเสียสิ้น,
และจะเป็นที่เกลียดชังของพระเจ้าและมวลมนุษย์."
ฟังดูคล้ายกับการปรักปรำใส่ร้ายฮิตเลอร์,
จริงไหมท่าน? แต่ผู้ถูกปรักปรำคนนี้คือ ทอมัส เย็ฟฟอซัน ทอมัส
เย็ฟฟอซัน ผู้แต่งคำประกาศอิสรภาพและเป็นนักบุญผู้ประคับประคองประชาธิปไตยแห่งสหรัฐได้ลงรากอย่างวัฒนาถาวร
แม้แต่ ยอร์จ
วอชิงตัน ยังไม่วายถูกติเตียนและใส่ร้ายว่าเป็นคน "มือถือสากปากถือศีล",
"ล่อลวง", "ดีกว่าผู้ร้ายฆ่าคนเล็กน้อย" หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเขียนการ์ตูนเป็นภาพของ
ยอร์จ วอชิงตัน กำลังจะถูกเครื่องกิโลตีนตัดหัว เวลาเขาขี่ม้าไปตามถนนเคยมีหมู่คนทำกิริยาเยาะเย้ยและฮาป่า
จอร์ช วอชิงตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน ธีโอดอร์ รูสเวล เป็นประธานาธิบดีของอเมริกาที่ได้รับการแกะสลักใบหน้าเป็นอนุสรณ์ไว้บนภูผาหิน Mount rushmore นะครับ ท่านที่ 4 คือ อับราฮาม ลินคอล์น ขอนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ เพราะแต่ละท่านมีเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าประทับใจมากเลยนะครับ และเป็นกรณีศึกษาให้เห็นว่า ชีวิตจริงของคนเรากับสิ่งที่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ มีความสัมพันธ์กันในระดับไหน
- จอร์ช วอชิงตัน เป็นผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพของอเมริกาจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกในสมัยนั้น ต่อสู้อย่างยากลำบากถึง 6 ปี จึงสำเร็จ ท่านเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็นคนพูดจริงทำจริง ตลอดชีวิตของท่านไม่พูดโกหก มีคำกล่าวของท่านที่น่าประทับใจ (และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในจิตใจของท่านซึ่งถูกเขาวิจารณ์ว่า "มือถือสากปากถือศีล ล่อลวง ดีกว่าผู้ร้ายฆ่าคนเล็กน้อย") ตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับเชลยศึกทหารอังกฤษว่า อย่าปฏิบัติต่อเขาอย่างที่เขาทำกับเรา จัดสิ่งของที่จำเป็นให้พวกเขาในการส่งพวกเขากลับบ้าน อย่าให้เขามีเหตุผลมาตำหนิเราได้ในภายหลังว่า เราได้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องกับพวกเขา (คงเป็นแนวคิดชี้นำแบบนี้ที่ทำให้อเมริกา ให้ความช่วยเหลือเยอรมันและญี่ปุ่นอย่างดีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้กลายเป็นเพื่อนกันในภายหลัง ไม่มีการผูกใจเจ็บต่อกันอีก)
ต่อมา จอร์ช วอชิงตัน ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองหลวงของประเทศตั้งชื่อตามนามสกุลของท่าน
- โทมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นผู้วางรากฐานระบบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3
- ธีโอดอร์ รูสเวล ท่านเป็นประธานาธิบดีที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมากเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น อเมริกาได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย ท่านได้ส่งบุตรชายอันเป็นที่รักยิ่งของท่านเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารอเมริกันสามัญชนในสมรภูมิรบยุโรป ในที่สุดบุตรชายของท่านได้เสียชีวิตในการรบ ท่านผู้นี้แหละครับที่กล่าวต่อสาธารณะชนว่า ข้าพเจ้ามีอัตราการทำได้ถูกต้องเพียง 75% เท่านั้น (อันที่จริงน่าจะเกิน 100% นะครับ เพราะคนทั่วไปคงจะยากมากที่จะทำได้อย่างท่าน)
- อับราฮาม ลินคอล์น ท่านเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลที่คนอเมริกันรักและเคารพมากที่สุดคนหนึ่ง ประวัติของท่านน่าสนใจมากนะครับ เป็นเรื่องของคนๆ หนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ต่อความผิดพลาดล้มเหลวและเรียนรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา
ประวัติตอนนี้นำมาจากหนังสือ ของคุณวนิษา เรซ ชื่อ อัจฉริยะสร้างสุข (เป็นหนังสือที่ดีมากๆ ) หน้า 114..... ผู้ชายคนหนึ่งตกงานเมื่ออายุ 22 ปี ตอนอายุ 23 ปี พ่ายแพ้การเลือกตั้งในสภาจังหวัด อายุ 24 ปี การค้าขาดทุนจนต้องปิดกิจการ อายุ 27 ปี เกิดอาการทางประสาทอย่างรุนแรงจนต้องบำบัดรักษา อายุ 34 ปี สมัครเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง อายุ 39 ปี ลองสมัครอีกครั้งแต่สอบตกตามเคย อายุ 46 ปี สมัครเข้าชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกแต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง อายุ 47 ปี พ่ายแพ้คู่แข่งอีกครั้งในพรรคในการสมัครเป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี อายุ 50 ปี แพ้อีกครั้งในการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก
ท่านเกือบเป็นตัวแทนของผู้พ่ายแพ้ล้มเหลวอย่างสมบูรณ์แบบ (ชีวิตท่านเป็นแบบอย่างให้เห็นว่าความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งสำคัญมากอะไรในชีวิตของคนเรา แต่แนวคิดชี้นำและทัศนคติต่อความล้มเหลวต่างหากที่สำคัญมาก มันจะเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า คนๆ หนึ่งอีกนานเท่าใดที่เขาจึงจะพบกับความสำเร็จที่เขาหวังเอาไว้และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ความสำเร็จนั้นจะเกิดขึ้นได้สำหรับเขา... หนังสือแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ชื่อ Dare to fail (กล้าล้มเหลว) แต่งโดย Billi lim และ The magic of thinking big (คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก) แต่งโดย David j. Schwartz ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือขายดีระดับ International best seller นะครับ อีกเล่มที่พูดไว้ดีคือ อัจฉริยะสร้างสุข ของคุณวนิษา เรซ) แต่เมื่ออายุ 51 ปี ท่านได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา เป็นท่านประธานาธิบดี อับราฮาม ลินคอล์น ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นที่เคารพรักตลอดกาลของคนอเมริกัน
(เข้าใจว่าเมื่อท่านอายุ 27 ปี ท่านเป็นโรคประสาท คงจะเกิดจาก พื้นฐานชีวิตท่านเป็นคนจน เคยผ่านการล้มละลายหมดตัวและคนทั่วไปชอบล้อเลียนท่านว่าเป็นลิงกอริลล่า ตอนนั้นท่านยังหนุ่มความรอบรู้ในชีวิตยังน้อย คงจะทนความกดดันของชีวิตไม่ไหว แม้กระทั่งเมื่อท่านอายุมากแล้วประสบความสำเร็จทางการเมืองแล้ว ในขณะที่ลินคอล์นจะเริ่มกล่าวอภิปรายในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา การถูกดูถูกดูหมิ่นจากพื้นเพเดิมพื้นฐานชีวิตที่ยากจนก็ยังมีอยู่ มีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งกล่าวขึ้นมาในรัฐสภาว่า "คุณลินคอล์นก่อนที่คุณจะเริ่มอภิปราย ผมหวังว่าคุณจะจำได้นะว่าตนเองเป็นลูกช่างทำรองเท้า"........จากหนังสือ วางลงก็เป็นสุข just let it go หน้า 19 แต่ท่านประธานาธิบดีอับราฮาม ลินคอล์น ก็คุมสติได้ดีมากและตอบโต้ได้อย่างสุภาพ นิ่มนวล เหมาะสมมากนะครับ)
ท่านมีอาชีพเป็นทนาย แต่เข้ารับการศึกษาอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยเมื่ออายุมากแล้ว หลังจากนั้นท่านจึงเป็นคนที่มีความสามารถและคำพูดมีน้ำหนัก ท่านเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและใช้ชีวิตอยู่ในคุณธรรมเสมอ เป็นผู้ปลดปล่อยคนผิวดำจากการเป็นทาสของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ท่านเป็นเจ้าของประโยคที่เป็นอมตะ All men are created equal
มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้เท่าเทียมกัน
เนื่องจากท่านเป็นคนตัวสูง แขนขายาวเก้งก้าง และมือเท้าใหญ่กว่าปกติ ท่านมักถูกล้อเลียนจากคนทั่วไปที่ไม่ชอบท่านว่าท่านเป็น ลิงกอริลล่า (แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งกับท่านก็จี้จุดปมด้อยของท่านว่าท่านอย่างเจ็บแสบว่าท่านเป็น ลิงกอริลล่าตัวจริง และถูกท่านปลดออกจากตำแหน่งทันที) การที่ท่านเลิกทาส ทำให้รัฐทางใต้เสียประโยชน์จึงเกิดสงครามกลางเมืองของอเมริกาขึ้น ชีวิตท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมากและในที่สุด ถึงแก่อนิจกรรมด้วยการถูกลอบสังหาร
นี่แหละครับชีวิตคนเรา มีทั้งความจริงและความดีงาม ความเท็จและความผิดพลาดคละเคล้ากันไปแต่ความจริงเปรียบเสมือนภูผาหินที่ใช้สลักใบหน้าท่านเหล่านั้นไว้เป็นอนุสรณ์ ทำลายความจริงทำยากมากเลยนะครับ
เราจำเป็นต้องชี้แจงอย่างละเอียดในทุกแง่มุมเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองเท่าที่จะทำได้ เพราะท่านที่ยังไม่รู้จักบิวตี้บีชรีสอร์ท การถูกโจมตีทางเว็บบอร์ดท่องเที่ยว จะทำให้ภาพพจน์ของเรากลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเลย ... ขอฝากข้อคิดไว้ ณ ที่นี้อย่างหนึ่งนะครับ ...... เป็นความยุติธรรมและเป็นธรรมแล้วหรือ ที่ท่านจะฟังความข้างเดียวและเชื่อตามนั้น โดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงอะไรเลย?
ที่นี่ไม่เหมาะสมสำหรับท่านที่ชอบความหรูหรา
เพราะมันเป็นคนละแนวทางกันเลยนะครับ ความหรูหราไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างและไม่ใช่แกนความสามารถหลักของที่นี่ เราต้องการเป็น นีช มาร์เก็ต สำหรับแขกที่ต้องการพักผ่อนกับธรรมชาติสวยๆอย่างสุขสงบเป็นส่วนตัวในราคาที่พอเหมาะพอสม
สมเหตุสมผล (นี่คือแกนความสามารถหลักและคุณค่าที่เราสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อแขกกลุ่มเป้าหมาย
เราจัดสร้างเหมือนหลักการของ Blue Ocean Strategy
ในทางธรรมชาติ สร้างแบบนั้นกันเลยนะครับ) บริการของเรา เป็นแบบลูกทุ่งๆนะครับ
ไม่ได้ดีเลิศระดับโรงแรม 4-5 ดาว (ราคาเราไม่ได้คิดในระดับสูงคิดแค่ระดับพอเหมาะพอสมให้ท่านได้มาเที่ยวอย่างสบายใจ
จะให้เราบริการดีเลิศระดับโรงแรม 4-5 ดาว เราทำไม่ไหวหรอกนะครับ) ที่นี่บริหารแบบกิจการครอบครัว
เจ้าของเป็นหมอผ่าตัดไม่ใช่มือโปรโรงแรม หรือนักธุรกิจมืออาชีพแต่อย่างใด พนักงาน ก็เป็นชาวบ้านแถวๆนั้น
เป็นคนในพื้นที่ คนชนบทซื่อและจริงใจมาก แต่บางครั้งมารยาทการพูดจาแบบคนกรุงก็เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง
ไม่ทราบว่าท่านถือสาหรือเปล่า แต่เราก็พยายามสอนเขานะครับ(เป็นกฏเคร่งครัดมากที่สุดของที่นี่ ที่จะต้องสุภาพอ่อนน้อมและให้เกียรติแขกเสมอ) ที่นี่มีอะไรก็บอกกันตามตรง จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย
ให้ท่านไปพิจารณาและตัดสินใจด้วยตัวท่านเอง
บิวตี้บีชรีสอร์ทถูกสร้างขึ้นมาด้วยใจที่รักธรรมชาติเป็นอย่างยิ่งและไม่ยึดติดกับวัตถุนิยมอีกด้วยนะครับ
(แปลกไหม?)
เจ้าของต้องการใช้วันเวลาของนาฬิกาทรายชีวิตที่เหลืออยู่กับสิ่งที่ตนรักและเคยฝันไว้
เจ้าของที่นี่มีหนี้นะครับ ต้องส่งหนี้ธนาคารจำนวนมากทุกเดือน
ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เจียมเนื้อเจียมตัวนะครับ ที่นี่เราจะชี้แจงให้ท่านทราบอย่างจริงใจ
ไม่สร้างความคาดหวังที่เกินสมควรกับท่าน แต่เราประจบประแจงท่านด้วยผลงานและมีน้ำใจต่อท่านด้วยการคิดราคาแต่พอเหมาะพอสมให้ท่านมาพักได้ด้วยความสบายใจ
ท่านที่เคยมาแล้วและเคยพูดคุยถูกคอกันดีกับเจ้าของที่นี่
ถ้าท่านมาเที่ยวอีกกรุณาทักทายกันด้วยนะครับ เพราะบางทีเจ้าของที่นี่อาจจำหน้ากันไม่ได้
เพราะแขกที่มาเที่ยวก็มีหลายท่านด้วยกัน ท่านอาจเข้าใจผิดว่ามาคราวที่แล้วก็คุยกันถูกคอกันดี
มาคราวนี้ทำไมทำเฉยไม่ทักทาย อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้นะครับ ครอบครัวของเรามีพื้นเพเดิมมาจากระดับรากหญ้าเท่านั้น
นิสัยเต๊ะจุ๊ย ทำเป็นหยิ่ง ครอบครัวเราีไม่มีและไม่ทำ คนมาจากรากหญ้าผ่านชีวิตมาอย่างยากลำบาก เจียมเนื้อเจียมตัวนะครับ
ความคิดเห็นส่วนตัว ช่วยกันคิดช่วยกันทำ (1/1/2555)
ในปี 2558 จะมีการเปิดเสรีอาเซียน ในภาพรวมแล้วน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศมาก การลงทุน การอุตสาหกรรม การผลิตและการส่งออกคงจะเจริญขึ้นอีกมาก แต่สถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลและแผ่นดินผืนงามๆ ของประเทศก็คงจะมีการเปลี่ยนมือไปเป็นของต่างชาติอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน (ทุกอย่างมีข้อดีและีข้อด้อยเสมอ แทบจะเป็นกฏของชีวิตว่าอะไรที่เป็นข้อได้เปรียบในระยะสั้น มักจะเป็นข้อเสียเปรียบในระยะยาวเสมอ การทำโรงแรมรีสอร์ทมีต้นทุนสูง ทั้งในการซื้อที่ดินและการก่อสร้างอาคาร เจ้าของมักมีหนี้สินกับธนาคารจึงมีหนี้ธนาคารพร้อมดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายทุกเดือน มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นค่าใช้จ่ายแน่นอนต่อเดือน แต่รายรับกลับไม่มีอะไรแน่นอนเลย และขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจมาก เข้าทำนองคนในอยากออกคนนอกอยากเข้านั่นแหละครับ ตอนนี้ก็เหลือแค่รอเวลาเท่านั้นและก็เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีกว่าๆ เท่านั้นก็จะถึงจุดที่รอคอยกันแล้วเราเป็นคนวงในรู้เรื่องดีรับรองว่ากิจการท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลขายกันเป็นใบไม้ร่วงอย่างแน่นอนเพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวและเมื่อกฏบัตรของอาเซียนมีผลบังคับใช้ทางกฏหมายให้นักลงทุนมั่นใจได้แล้วจะมีผลทำให้ราคาที่ดินตอนนั้นจะขึ้นสูงอีกมากจูงใจให้เกิดการขาย เค้าท์ดาวน์กันได้เลยนะครับ และในตอนนั้นโครงการรถไฟรางคู่และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างจีน-ไทย-มาเลเชีย-สิงคโปร์ ก็คงจะมีการดำเนินการเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมามากแล้ว) การเปิดเสรีการท่องเที่ยวอาเซียน จะทำให้กฎเกณฑ์ที่เป็นกำแพงกีดขวางคนต่างชาติในการซื้อกิจการท่องเที่ยวของไทยจะสูญสลายไป (ที่น่ากลัวคือนอมินี หลายประเทศในอาเซียนจะเป็นนอมินีให้กับนายทุนต่างชาติที่ร่ำรวยได้ หลายประเทศอิสลามมีความสัมพันธ์สนิทสนมมากกับประเทศร่ำรวยในตะวันออกกลางเอาแขกตะวันออกกลางมาเที่ยวได้สบายถอนทุนคืนได้อย่างง่ายดาย บางประเทศใกล้ชิดสนินสนมกับสหรัฐอเมริกาซึ่งพิมพ์ธนบัตรได้เองโดยไม่ต้องมีทองคำค้ำประกันค่าเงิน ดอกเบี้ยก็ต่ำเกือบเป็น 0% กู้เงินธนาคารมาซื้อกิจการเก็งกำไรได้เลย) รถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงจะทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็วขึ้นอีกมาก เมื่อมีการเปิดเสรีท่องเที่ยวอาเซียนและโครงการรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงมีการดำเนินการแล้วจะทำให้ราคาที่ดินชายทะเลภาคใต้และกิจการโรงแรมรีสอร์ทราคาสูงขึ้นอีกมาก คงจะทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุนต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก (ถ้าเป็นที่ดินที่เขาต้องการเวลาพวกนี้มาเสนอซื้อจะใช้คำถามว่า “คุณต้องการเท่าไร?” ไม่ใช่มาเสนอซื้อแบบกดราคานะครับ ขอเพียงให้ขายเท่านั้น)ในปัจจุบันต่างชาติถือหุ้นบริษัทได้ 49% ตอนนั้นจะถือหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 70% ขึ้นไป เซ็นสัญญาลงนามกันไปแล้วด้วยนะครับ จะทำให้สะดวกมากในการที่คนต่างชาติจะตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วซื้อกิจการหรือเช่าที่ดินในนามบริษัทในระยะยาวได้เลย บางประเทศในอาเซียนมีกองทุนขนาดใหญ่มากมีเงินลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพื่อดำเนินการค้ากำไรโดยตรงอยู่แล้ว เมื่อหมดอุปสรรคขวางกั้นอะไรจะมาเหลือ! ( ซื้อแล้วกำไรลูกเดียวไม่มีความเสี่ยงเพราะขายต่อได้ง่าย เนื่องจากพัฒนาที่ดินที่อื่นให้กลายเป็นที่ดินชายทะเลไม่ได้ เพราะที่ดินชายทะเลมีจำนวนจำกัดเพิ่มจำนวนไม่ได้ ) มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ” ....As the future catches you เขียนโดย Juan enriquez (ซึ่งเป็นคนระดับผู้อำนวยการโครงการของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด) เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งอ่านแล้วจะเข้าใจความเป็นมาของการทำมาหากินของคนเราและเศรษฐกิจในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตได้อย่างชัดเจน ในหนังสือเขียนข้อคิดที่กินใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการค้าเสรีไว้ในหน้า 157 ว่า
ถ้าคุณเอารั้วและพรมแดนออก....
แล้วปล่อยให้สุนัขป่า กับไก่ให้อยู่ด้วยกัน....
ทางเดียวที่ไก่จะอยู่รอดได้....
ก็คือ ไก่จะต้องฉลาดมาก
ถ้าไก่ต้องมาอยู่ร่วมกับสุนัขป่าที่ฉลาดมากและมีทุนหนาไม่อั้น (ต่อให้เป็นไก่ที่ฉลาดมาก มาเจอทุนหนาไม่อั้น สงสัยจะสู้ไม่ไหว ยอมกลายเป็นไก่ย่างห้าดาว!) ถ้าเจ้าของเล้าไก่ไม่คอยช่วยไก่ของตนเอง ไม่ดูแลไก่ให้ดี และไก่ก็ไม่ช่วยกันเอง ในเวลาไม่นานนักผลลัพธ์บั้นปลายอะไรจะเกิดขึ้น ก็คงจะพอคาดเดากันได้ เรื่องนี้เห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนในสหภาพยุโรป เดิมเยอรมันเป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดสหภาพยุโรปและเยอรมันใช้จุดนี้ทำให้ตนเองเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก (เดี๋ยวนี้เป็นจีน) สินค้าจากเยอรมันมีคุณภาพที่ดีและมีเทคโนโลยี่ที่ดีค่าของเงินยูโรก็แข็งเท่ากันหมด ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปไม่มีโอกาสได้พัฒนาตัวเองเลยเพราะไม่มีกำแพงภาษีมาช่วยสินค้าที่ผลิตภายในประเทศและค่าของเงินก็กดให้อ่อนไม่ได้ (เพื่อใช้ในการสร้างเงื่อนไขการตั้งราคาสินค้า) ทำให้ประเทศอื่น ๆ กลายเป็นประเทศผู้บริโภคอย่างเดียว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้กลายเป็นประเทศที่หมดสภาพในการผลิต นอกจากนี้ยังมีกำแพงภาษีของ EU มาช่วยเยอรมันในการกีดกันสินค้าของคู่แข่งนอก EU อีกด้วย (เยอรมันใช้สหภาพยุโรปและจุดอ่อนที่ผู้นำประเทศอื่นๆ คาดไม่ถึงนี้สร้างตนเองให้ผงาดขึ้นมาจากประเทศสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลาผ่านไปไม่นานเยอรมันก็สร้างตนเองให้กลายเป็นเจ้ายุทธจักรในทวีปยุโรป วิสัยทัศน์ของผู้นำเยอรมันยอดเยี่ยมจริงๆ) ประเทศอื่น ๆ ใน EU ในระยะยาวเศรษฐกิจแย่ไปตาม ๆ กันกลายเป็นประเทศผู้บริโภคอย่างเดียว ใกล้จะล้มละลายเต็มทีแล้ว ประชานิยมและการหมดสภาพการผลิตน่าจะเป็นสาเหตุหลักลึกๆ ของปัญหาเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป เปรียบเหมือนกับคนที่หมดความสามารถในการทำงานหรือหางานทำไม่ได้ เพราะธุรกิจที่ยังพอมีความสามารถในการผลิตส่วนใหญ่ก็ย้ายฐานผลิตไปหมดแล้ว ทำให้ต้องกู้เงินเขามากินมาใช้เลี้ยงชีวิตของตนเอง ในระยะยาวจะอยู่ได้อย่างไร พอรู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว เพราะประชากรฟุ้งเฟ้อและ..เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ..จากการเคยชินกับประชานิยมซึ่งทำให้คนเราไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้พัฒนาความรู้ความสามารถในการทำงานของตนเอง ทำให้เจอทางตันหมดทางแก้ รอล้มละลายลูกเดียว จากการไม่ยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ปัจจุบันและอนาคตก็จบสิ้นกันเพียงแค่นี้
(ขออนุญาติพูดถึงเรื่องการย้ายฐานผลิตหน่อยนะครับ การย้ายฐานผลิตทำเพื่อลดต้นทุนในการผลิต ทำให้ราคาสินค้าสู้เขาได้แข่งขันได้ในตลาดโลก ถ้าวิเคราะห์กันอย่างเป็นระบบจะพบว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ ข้อดีคือทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและเมื่อได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีด้วยก็ทำให้ราคาขายแข่งกับเขาได้ บริษัทมีรายได้เจริญรุ่งเรือง ผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่บริษัท ประเทศที่ย้ายฐานไปผลิต win-win ด้วยกันทั้งหมด แต่ข้อเสียคือคนงานเดิมในประเทศของตนเองรวมทั้งคนงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องกลับตกงานกันมากมาย (การปรับลดคนงานเท่าที่สังเกตดูจะค่อยๆปรับลดลงเป็นชุดๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ปรับลดอย่างกระทันหันฮวบฮาบให้เป็นที่ผิดสังเกตุเกิดการตกอกตกใจ) ประเทศชาติก็ไม่ได้ภาษีจากการผลิตสินค้า ธุรกิจใหม่ๆ ก็ไม่มีขวัญกำลังใจที่จะสร้างขึ้นมาในประเทศของตนเอง ถ้าความคิดและการตัดสินใจวางอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง จะพบว่าในโลกของความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้มักไม่ส่งผลกำไรกลับไปหมุนเวียนหรือสร้างงานใหม่ๆ ในประเทศของตนเองแต่เอาไปลงทุนต่อเนื่องต่อไปเรื่อยๆ เพื่อผลกำไรและเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้สู้กับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเสรีต่อไปได้ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศบ้านเกิดของตนเองคือเศรษฐกิจของประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองกลับเหี่ยวเฉาลงไปเรื่อยๆ ค่อยๆ แห้งตายไปเอง (ไปศึกษาดูเถอะครับว่าสิ่งที่เขียนมานี้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า) เศรษฐกิจประเทศชาติของตนเองเสียหายเป็นอย่างมาก เศรษฐกิจของญี่ปุ่น อเมริกา สหภาพยุโรปลึกๆแล้ว มีปัญหามาจากมูลเหตุนี้ทั้งนั้น จะย้ายกลับไปผลิตในประเทศของตนเองแบบเดิมก็ทำไม่ได้แล้วเพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมาก ยิ่งทำให้แย่หนักเข้าไปใหญ่ จำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าแบบหวนกลับอีกไม่ได้ เกิดเป็นทางตันเป็นปัญหาที่หมดทางแก้่ ผู้นำประเทศใหญ่ๆ และทีมบริหารเหล่านี้มีหรือที่จะไม่รู้แต่กลับไม่กล้าพูดถึงความจริงที่น่ากลัวนี้เลย (นี่แหละครับชีวิตคนเรา........แปลกไหม?) ผู้นำและทีมบริหารยอมรับเมื่อไหร่คงสงสัยว่าตนเองจะเดือดร้อนอย่างหนักเลยไม่พูดถึงเสียเลยจะดีกว่า เอาปัญหาซุกไว้ใต้พรมต่อไปเพื่อให้ตนเองอยู่รอดปลอดภัยน่าจะดีที่สุด "ชีวิตคนเราสิ่งที่ยอมรับได้ยากที่สุดคือความจริงในส่วนที่ตนเองผิดพลาดครับ เพราะมันจะทำให้เกิดความเจ็บปวดและเสียหน้า การละเลยไม่ยอมรับข้อมูลที่เป็นความจริงในระดับชี้เป็นชี้ตายอย่างนี้เขาเรียกว่า แม้แต่คนฉลาดระดับผู้นำประเทศใหญ่ๆ ก็ผิดพลาดได้ และเกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ
(ผู้นำประเทศจะฉลาดและมีความสามารถสูงเสมอ มิฉะนั้นเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศไม่ได้ ผู้นำบางคนที่ทนงตนและมี Ego สูงจะไม่ฟังใครแต่ในฐานะที่เขายังเป็นมนุษย์เขาย่อมผิดพลาดได้เพราะงานที่เขาทำเป็นงานระดับสูงและซับซ้อนมากซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการผิดพลาด การบริหารงานผิดพลาดอย่างร้ายแรงของผู้นำประเทศใหญ่ๆ ก็มีให้เห็นเสมอมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในโลกสมัยใหม่ที่เศรษฐกิจเกี่ยวพันผูกติดกันหมด ในสถานการณ์หนึ่งนโยบายหนึ่งอาจดีและถูกต้องแต่ถ้าตัวแปรใหม่ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหันแลัวทำให้สถานการณ์พลิกไปเป็นอีกอย่างหนึ่งอย่างรวดเร็ว หรือในกรณีของ Timing ไม่เหมาะสม ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายให้ยืดหยุ่นไปตามสถาณการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะกลายเป็นการนำประเทศชาติของตนเองไปผิดทางหลงทางไป เกิดเป็นผลเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติทำให้คนในชาติต้องรับกรรมจากนโยบายที่ผิดพลาดของผู้นำ แต่ถ้าผู้นำไหวตัวทันยอมที่จะยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมกับสถาณการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสแก่ประเทศชาติของตนและจะทำให้ได้เปรียบประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก เอาสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาสร้างความได้เปรียบซึ่งจะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจมาก (ตามกฎที่เป็น fact และไม่มีใครเถียงได้ของ ชาลส์ ดาวินส์ คือ สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้คือ ผู้อยู่รอด แต่คนทั่วไปมักจำกฏนี้ผิดๆ กลายเป็น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด คือผู้อยู่รอด ไดโนเสาร์ก็เป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งมากๆ แต่เมื่อมันปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ไม่ได้ก็ต้องสาบสูญไป) หนังสือที่ดีมากที่แนะนำเกี่ยวกับความผิดพลาดของผู้นำและผู้บริหารชื่อ บทเรียนล้ำค่าจากความล้มเหลว (Why smart executives fail) มีข้อคิดที่ลึกซึ้งและมีคุณค่ามากโดยท่าน
ท่านล่วงลับไปแล้ว ประวัติของท่าน ท่านสร้างตนเองมาจากเด็กซ่อมรถจักรยานและไม่เคยได้รับการศึกษาสูงเลย ท่านศึกษาหาความรู้และเรียนรู้พัฒนาสิ่งต่างๆด้วยตัวของท่านเอง (ประวัติคล้ายกับ โทมัส เอวา เอดิสัน ซึ่งได้เรียนหนังสือในโรงเรียนเพียง 3 เดือน เฮนรี่ ฟอร์ด ได้เรียนแค่ประถม 6 เท่านั้น แต่อัจฉริยะเหล่านี้มีการเรียนรู้พัฒนาตนเองในระดับสูงมากและทำอย่างต่อเนื่อง) จากวัยเด็กที่ยากจนต่อมาท่านกลายเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ "HONDA" ท่านกล่าวคำที่มีคุณค่ามากไว้ว่า
(สังเกตุนะครับท่านไม่ได้บอกว่าเป็นคนเก่งหรือฉลาดแต่บอกว่าที่สำคัญคือการแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดต่างหาก แนวคิดชี้นำเช่นนี้มักตรงข้ามกับชีวิตมนุษย์โดยทั่วๆไปที่ยอมให้ความบกพร่องผิดพลาดเป็นผู้กำหนดระดับความสามารถของเขาและหยุดเขาไว้แค่นั้น) เมื่อเปิดเสรีอาเซียนแล้วในระยะยาวระวังเมืองไทยของเราจะเป็นแบบนี้ด้วยนะครับ ช่วยกันดูแลด้วย ถ้าเราตระหนักตั้งแต่ต้น ก้าวเดินไปในอนาคตโดยใช้วิสัยทัศน์ การก้าวเดินนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ยาก สามารถป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้และก้าวเดินไปได้อย่างถูกทิศทางนะครับ (สนับสนุนให้นำคนงานต่างชาติมาช่วยการผลิตในประเทศไทยของเรายังปลอดภัยกว่ากันเยอะเลย อาจมีปัญหาอาชญากรรมบ้างก็แก้ไขง่ายกว่ากันมาก))
แม้แต่ในปัจจุบันตามแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงกิจการท่องเที่ยวก็กลายเป็นของต่างชาติไปมากแล้ว ไปสืบดูสิครับว่าจริงหรือเปล่าแล้วท่านจะหนาว! ถ้าไปศึกษาดูแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบจะพบว่า ชายทะเลส่วนใหญ่ในโลกนี้จะเป็นโขดหิน สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น รัสเซีัย ยุโรป ไม่มีชายหาดหรือมีก็น้อยมากๆ นะครับ เดินลงน้ำก็ลึกไปเลย บางแห่งคลื่นแรงมากเล่นน้ำไม่ได้ บางแห่งเป็นโคลนเลน บางแห่งเป็นเถ้าภูเขาไฟทรายเป็นสีดำ บางแห่งหาดเป็นกรวดหิน จะหาหาดทรายสวยๆ อย่างชายหาดของเมืองไทยเราหายากมากเลยนะครับ บางแห่งมีหาดทรายสวยแต่ไม่มีความพร้อม หาดสกปรกหรือสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมหรือไม่มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการพักผ่อนชายหาด บางแห่งอากาศหนาวเกินไปที่จะพักผ่อนเล่นน้ำชายหาดได้ ไม่ได้อบอุ่นสบายอย่างบ้านเรา บางแห่งถึงชายหาดจะสวยแต่เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนลำบาก บางแห่งค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าจะรับไหว จะหาสภาพการณ์ที่พร้อมสมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนชายหาดในราคาที่นักท่องเที่ยวทั่วไปรับไหวอย่างเมืองไทยของเรานั้นหายากมากเลยนะครับ สังเกตไหมครับว่าแม้ว่าชายทะเลในโลกนี้จะมีมากมาย แต่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่ดีและเป็นที่นิยมให้เกิดขึ้นได้จะต้องมี Factor หลายๆอย่างประกอบเข้าด้วยกันจึงจะสร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลที่ดีและเป็นที่นิยมขึ้นมาได้ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลมีอยู่ไม่มากนัก หาดทรายชายทะเลของไทยที่สวยๆ จึงเป็นที่หมายปองของนายทุนต่างชาติมากเพราะบ้านเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้ เขาทำตัวเป็น Travel agency นำคนในชาติของเขามาเที่ยวพักผ่อนได้ ถอนทุนคืนได้อย่างง่ายดายเพราะในประเทศของเขาไม่มีแหล่งพักผ่อนชายทะเลที่เหมาะสม จึงคุ้มค่ากับการลงทุนของเขามาก ที่เขียนมานี้ก็เพื่อให้พวกเราตระหนักถึงคุณค่าของหาดทรายชายทะเลที่เรามีอยู่จะได้ช่วยกันเก็บรักษาไว้ ชีวิตคนเรามักไม่ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมีอยู่จนกว่าจะสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว ถึงจะมานึกเสียดายใจแทบขาด ก็สายไปเสียแล้ว) บิวตี้บีชรีสอร์ทเป็นรีสอร์ทของคนไทย ดำเนินกิจการโดยคนไทยเพื่อให้บริการคนไทยด้วยกัน ขอฝากเนื้อฝากตัวกับคนไทยด้วยกันในการสนับสนุนและให้กำลังใจ เพื่อบิวตี้บีชรีสอร์ทจะไม่ถอดใจขายให้นายทุนต่างชาติไปอีกแห่งหนึ่งแต่มีกำลังใจในการดำเนินการเพื่อให้บริการคนไทยด้วยกันในระยะยาว เป็นความภูมิใจของคนไทยร่วมกันนะครับที่แผ่นดินไทย (แผ่นดินซึ่งบรรพบุรุษไทยของเราช่วยกันเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานของท่านด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของท่านเอง และนี่เป็นเหตุผลที่กิจการของคนไทยควรได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษมากกว่ากิจการของคนต่างชาติ เพราะบรรพบุรุษไทยของเราเก็บแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานของท่าน ท่านคงไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเสียสละชีวิตของท่านเพื่อเก็บแผ่นดินไว้ให้คนต่างชาติอย่างแน่นอน)ในส่วนของการท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลยังอยู่ในมือของคนไทยด้วยกัน เพื่อให้บริการคนไทยด้วยกันตลอดไป (รีสอร์ทชายทะเลปราณบุรีและบ้านกรูดในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นของคนไทยนะครับ) ท่านไปเที่ยวพักผ่อนกับรีสอร์ทที่เป็นของคนไทยด้วยกันยิ้มแย้มแจ่มใสให้กันและกัน น่าจะภูมิใจและมีความรู้สึกที่ดีกว่าไปเที่ยวรีสอร์ทที่เจ้าของเป็นคนต่างชาติในแผ่นดินเกิดของท่านเองนะครับ
|